แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความดีที่เราทำได้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความดีที่เราทำได้ แสดงบทความทั้งหมด

แนะนำหนังสือดีๆ

แนะนำหนังสือดีๆ






สามารถเลือกได้อีกมากมาย คลิกที่นี่

ชีวิต​ไม่​ได้​มี​ไว้​ให้​ยอมแพ้

ใครทำ​ให้​เธอแพ้

​ใน​วันหนึ่งที่​เธอทรุดตัวลง​กับ​พื้น​

​ร้องไห้คร่ำ​ครวญอย่างคนขวัญเสีย​

​เธอกล่าวโทษทุกสิ่งทุกอย่าง​

​ว่า​ไม่​ได้​เป็น​อย่างที่​เธอหวัง​

​ไม่​มีอะ​ไร​เป็น​อย่างใจ​ ​ไม่​มี​ใคร​เข้า​ข้าง​

​ความ​เจ็บปวดที่​เธอ​ได้​รับมามันมากมายมหาศาล
​
​เกินกว่าสิ่ง​ใด​จะ​เยียวยา​

​เธอปล่อย​ให้​น้ำ​ตา​ไหลริน​ไม่​ขาดสาย​

​ปล่อย​ให้​หัวใจทุกข์ระทม​

​ปล่อย​ความ​ฝัน​ให้​แตกสลาย​

​กอดเข่านั่งมอง​ความ​พ่ายแพ้ของตัวเอง​

มีสักวินาที​ไหม ?

ที่​เธอ​จะ​หันกลับมามองตัวเองอย่างถ่องแท้​

​ดวงตาที่​เอ่อล้น​ด้วย​น้ำ​ตา​นั้น​

​พร้อมที่​จะ​เปล่งประกาย​ความ​สดใส​

​ริมฝีปากที่บิดเบี้ยว​ด้วย​ความ​เจ็บปวด​

​พร้อมที่​จะ​ยิ้มร่า​

​สองขาที่ทรุดลงอย่างอ่อนล้า​นั้น​

​พร้อมที่​จะ​หยัดยืน​

​และ​หัวใจของเธอ​ยัง​เต้นแรง​อยู่​

​ไม่​ได้​แผ่วเบาลงไปเลย​



มีสักวินาที​ไหม ?

ที่​เธอ​จะ​มองทุกสิ่งทุกอย่างรอบ​ ​ๆ​ ​ตัว​

​ทางข้างหน้าทอดยาว​

​รอ​ให้​เธอมา​เหยียบย่าง​

​โลกใบนี้กว้าง​ใหญ่​

​รอ​ให้​เธอออกไปเรียนรู้​

​ความ​หวัง​เป็น​ประกายเรืองรอง​

​รอ​จะ​โชติช่วง​ใน​ดวงตาของเธอ​

​ความ​ฝัน​ยัง​โลดแล่น​อยู่​ใน​วันพรุ่งนี้​

​ความ​สุขปนไป​ใน​อากาศ​

​รอ​ให้​เธอสูดลมหายใจ​ให้​เต็มปอด​

​ญาติพี่น้อง​ …รัก​และ​ห่วงใยเธอ​

​เพื่อนฝูง​ ... เอา​ใจ​ช่วย​เธอ​

​และ​คนอีกมากมายที่​อยู่​รอบ​ ​ๆ​ ​ข้าง​

​พร้อม​จะ​เป็น​กำ​ลังใจนำ​เธอไปสู่ชัยชนะ​

ถ้า​ไม่​ใช่​เพราะ​ตัวเธอเอง​แล้ว

ใคร​กัน ... ​ที่ทำ​ให้​เธอแพ้​

ใครทำ​ให้​เธอแพ้

​แค่ผิดหวังเพียงครั้งเดียว
​
เธอก็รู้สึก​แล้ว​ว่าชีวิตนี้หมดหวัง

​แค่คนที่​เธอรักคนหนึ่งเดินไป​จาก​ชีวิต

​เธอก็รู้สึก​แล้ว​ว่าคนทุกคนเดิน​จาก​ชีวิตเธอไปหมด

​แค่​เธอร้องไห้​เพียงหนึ่งครั้ง

​เธอก็รู้สึก​แล้ว​ว่า​เธอ​จะ​ไม่​มีวันยิ้ม​ได้​อีก

​โดย​ที่​เธอ​ไม่​ได้​นึกเลยว่า
​
นั่น​เป็น​เพียงแค่​ความ​รู้สึก

​ไม่​ใช่​ความ​เป็น​จริง
​
เธอเสียใจ​ ​ก็​แค่วันนี้​ ​ตอนนี้

​ความ​เป็น​จริงคือ​ไม่​ใช่​ตลอดไป

​คนที่​จาก​เธอไปก็​แค่​ไม่​กี่คน

​ความ​เป็น​จริงคือ

​เธอ​ยัง​มี​ใครอีกมากมายที่​อยู่​กับ​เธอ

จริง​อยู่​ ... ​เมื่อเธอ​เป็น​คนสัมผัส​ ​เป็น​คนพบเจอ

​เธอย่อมมีสิทธิ์​จะ​คิด​ ​จะ​รู้สึก

​แต่​เมื่อรู้สึก​แล้ว​ก็​ต้อง​รู้สึก​ให้​เพียงพอ​ ​ให้​พอดี

​แค่​นั้น​ ​แค่ตรง​นั้น​ ​แค่​เรื่อง​นั้น

​เพราะ​ไม่​นานทุกอย่างก็​จะ​ดีขึ้น

​เมื่อเวลาตรง​นั้น​ผ่านไป

​ไม่​ใช่​พอเกิดปัญหาขึ้นมาครั้งเดียว

​เธอก็รู้สึกเลยเถิดไป​ไกล

​คิดว่า​จะ​ต้อง​เป็น​ตลอดไป

​ไม่​มี​เหตุผลที่​ต้อง​คิดไป​ไกล

​หรือ​ต้อง​ตัดสินว่านั่นคือ

​ความ​รู้สึก​ทั้ง​หมดที่​เหลือ​จาก​เวลาตรงนี้

​จะ​ต้อง​เป็น​อย่างนี้ตลอดไป

จะ​หมดหวังก็หมดหวังไป

​จะ​ร้องไห้ก็ร้องไป

​แต่ขอ​ให้​เชื่อเถอะว่า

​นั่น​เป็น​เพียง​ความ​รู้สึกที่​จะ​รู้สึก​ไม่​นาน

​แต่​ความ​เป็น​จริงของโลก​จะ​ทำ​ให้​เรา​เห็นว่า
​
ความ​รู้สึกของเรา​ไม่​ใช่​สิ่งที่จำ​เป็น​ที่สุด

​ความ​เป็น​จริงต่างหากที่ทำ​ให้​ชีวิต​เป็น​ชีวิตจริง


ที่มา หนังสือชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้

ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้

“วันที่กลายเป็น...สะพาน”

ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่ง เสียใจใหญ่โต
หรือคิดแค้นให้เปลืองความรู้สึก
หากวันหนึ่งเราพบว่า...
ตังเราเองได้กลายเป็นเพียงสะพานไม้เก่า ๆ
ที่ให้ใครบางคนข้ามไปแล้วเขาไม่เห็นค่า
เพราะบางทีคนที่เราคบหาอยู่
ก็อาจไม่ใช่ที่เดียวกับที่เราคิดว่าเราได้อยู่
ที่ที่ซึ่งอาจไม่ใช่มิตรอย่างที่เราเข้าใจ

แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้จะบั่นทอนความรู้สึก
ทำให้เสียใจ...ใช่เสียใจจริง ๆ
แต่จะเสียใจอย่างนั้นตลอดไปหน่ะหรือ
ถ้าไม่ลองตัดใจ แล้วมัวแตาคร่ำครวญ
อยู่กับความเป็นจริงที่เจ็บปวด และไม่อาจรับได้
แล้วชีวิตที่เหลือจากนั้นหล่ะ
จะเฝ้าคอยตัดพ้อโชคชะตา ตัดพ้อคนที่หักหลัง
และทรยศเราตลอดไปอย่างนั้นหรือ
จะให้คนที่หลอกใช้เรา
มีอิทธิพลหลอกหลอนเราอยู่อย่างนั้นหรือ

ลองย้อนกลับไปมองข้างหลัง
ในทุกสิ่งที่เราเคยทำให้เขา
ที่ช่วยเหลือเขา เราทำอย่างจริงใจหรือเปล่า
เราทำเพราะหวังสิ่งตอบแทนหรือเปล่า
ถ้าเราทำทุกสิ่งด้วยความปารถนาดีอย่างแท้จริงแล้ว
ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจหรอก

สะพานที่ทอดยาวให้ผู้คนข้ามไปมาตลอดชีวิต
ก็ไม่เคยเอ่ยอ้างบุญคุณ
ยังภูมิใจและยินดีที่จะซ่อนตัวอยู่อย่างไร้เกียรติ
และไม่มีใครถามถึงอยู่เช่นกัน

บางครั้งความภาคภูมิใจของคน
ก็ไม่ได้อยู่ที่คำกล่าวขวัญถึงอย่างชื่นชมเสมอไป
แต่อาจจะอยู่ที่...การทำให้ใจกว้าง ๆ
ซ่อนตัวอยู่ห่าง ๆ แอบมองอยู่ไกล ๆ
พร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ริมฝีปากของเราเอง


ที่มา ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้

ชีวิต..ไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้...

ใครทำให้เธอแพ้
แค่ผิดหวังเพียงครั้งเดียว
เธอก็รู้สึกแล้วว่าชีวิตนี้หมดหวัง
แค่คนที่เธอรักคนหนึ่งเดินไปจากชีวิต
เธอก็รู้สึกแล้วว่าคนทุกคนเดินจากชีวิตเธอไปหมด
แค่เธอร้องไห้เพียงหนึ่งครั้ง
เธอก็รู้สึกแล้วว่าเธอจะไม่มีวันยิ้มได้อีก
โดยที่เธอไม่ได้นึกเลยว่า
นั่นเป็นเพียงแค่ความรู้สึก
ไม่ใช่ความเป็นจริง
เธอเสียใจ ก็แค่วันนี้ ตอนนี้
ความเป็นจริงคือไม่ใช่ตลอดไป
คนที่จากเธอไปก็แค่ไม่กี่คน
ความเป็นจริงคือ
เธอยังมีใครอีกมากมายที่อยู่กับเธอ

จริงอยู่ ... เมื่อเธอเป็นคนสัมผัส เป็นคนพบเจอ
เธอย่อมมีสิทธิ์จะคิด จะรู้สึก
แต่เมื่อรู้สึกแล้วก็ต้องรู้สึกให้เพียงพอ ให้พอดี
แค่นั้น แค่ตรงนั้น แค่เรื่องนั้น
เพราะไม่นานทุกอย่างก็จะดีขึ้น
เมื่อเวลาตรงนั้นผ่านไป
ไม่ใช่พอเกิดปัญหาขึ้นมาครั้งเดียว
เธอก็รู้สึกเลยเถิดไปไกล
คิดว่าจะต้องเป็นตลอดไป
ไม่มีเหตุผลที่ต้องคิดไปไกล
หรือต้องตัดสินว่านั่นคือ
ความรู้สึกทั้งหมดที่เหลือจากเวลาตรงนี้
จะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป

จะหมดหวังก็หมดหวังไป
จะร้องไห้ก็ร้องไป
แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า
นั่นเป็นเพียงความรู้สึกที่จะรู้สึกไม่นาน
แต่ความเป็นจริงของโลกจะทำให้เราเห็นว่า
ความรู้สึกของเราไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นที่สุด
ความเป็นจริงต่างหากที่ทำให้ชีวิตเป็นชีวิตจริง

บทความโดย... ลูกปัด สำนักพิมพ์ใยไหม
ที่มา ชีวิต..ไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้...

ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้

ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้
“ บนเส้นทางชีวิต
เราจะแพ้ตลอดไปไม่ได้
ถ้าเราแพ้ เราจะไปอยู่ตรงไหนของโลก”

ชื่อเรื่อง : ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้
ผู้เขียน : ลูกปัด
สำนักพิมพ์ : ใยไหม

หากการใช้ชีวิตในทุก ๆ วัน เริ่มทำให้คุณทดท้อ ถดถอย "ชีวิต...ไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้" เล่มนี้ จะชวนคุณให้เริ่มหันกลับมามองตัวเองในแง่มุมที่หลากหลายมากขึ้น เพราะบนเส้นทางชีวิต เราจะแพ้ตลอดไปไม่ได้ ถ้าเราแพ้เราจะไปอยู่ตรงไหนของโลก เริ่มออกค้นหาตนเองไปพร้อม ๆ กับหนังสือเล่มนี้ได้เลย

“.........เมื่อปัญหามีไว้ให้แก้ เราทุกคนจึงต้องมีกุญแจประจำตัว ไว้ไขปัญหาให้คลายล็อค แล้วอะไรคือ “กุญแจดอกสำคัญ” นั้น คำตอบก็คือ “สติปัญญา และ กำลังใจ” ขณะที่เราเจอกับ มรสุมโหมกระหน่ำ เราอาจไม่สามารถ ลืมตา เพื่อมองหากุญแจ ดอกนั้นให้เจอ ผมเองก็เคยเป็นแบบนั้น จนกระทั่ง ใครบางคนมอบ “กุญแจสำรอง” ให้เราใช้ไขแทน ซึ่งก็คือ “ข้อคิดดี ๆ” ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในหนัังสือเกี่ยวกับข้อคิดชีวิตและกำลังใจ หลายเล่มที่ผมได้อ่าน “ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้” มันเป็นกุญแจสำรองอีกดอกสำหรับเรา....”
บางส่วนบางตอน :

"ก็แค่..."

เคยเป็นไหม ?
ทุกข์ร้อนกับการที่ต้องลุกขึ้นมาขัดแย้งกับใครสักคน
อาจจะเพราะคิดไม่ตรงกัน เห็นไม่เท่ากัน
ไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกัน
มันเป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนทุกคน
มองของสิ่งเดียวกันในมุมเดียวกัน
และการที่เราต้องทำ หรืออธิบาย
ในสิ่งที่คนอื่นไม่เข้าใจนั้นก็เป็นเรื่องเหนื่อย
และบั่นทอนกำลังใจอย่างที่เราคาดไม่ถึง
จะทำให้เราหมดเรี่ยวแรง
หมดพลังในการสร้างสรรค์ ทำงานต่าง ๆ
จะทำให้เรารู้สึกแปลกแยก ไม่เข้าพวก
โดดเดี่ยว และเหป็นภาระของสังคม
ซึ่งจริง ๆ แล้ว สิ่งที่เราทำอยู่นั้น
อาจจะเป็นเพียงแค่อะไรสักอย่าง
ที่คนเหล่านั้นไม่เคยสัมผัส ไม่เคยมาเข้าใจใกล้ชิด
สิ่งที่เราทำ เราเป็น มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายมากขนาดนั้น
อาจจะไม่ได้แย่อย่างนั้นก็ได้
ไม่จำเป็นหรอกที่จะให้ทุกคนเข้าใจ
ในสิ่งที่เราทำ เราเป็นในทุกเรื่อง
ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาคำพูดหรือความคิดของคนอื่น
มาตัดสินตัวเราเอง
คนอื่นก็แค่มองเรา ตัดสินเรา ตัดสินสิ่งที่เราเป็น เราทำ
จากสิ่งที่เห็นได้ภายนอก และข้อมูลอย่างหยาบ ๆ
ไม่ได้ลงรายละเอียดในการศึกษาเรามากมาย
และไม่ได้อยากรู้เหตุผล ที่มาที่ไปอะไรมาก

“
ชีวิตไม่ได้มีไว้ ให้ยอมแพ้ (อยากให้อ่าน)

เดือนที่แล้วนกน้อยไปงานสัปดาห์หนังสือมา ได้หนังสือมาหลายเล่ม แต่ยังไม่ค่อยมีเวลาอ่านค่ะ เมื่อคืนกลับบ้านไป พอมีเวลาเลยหยิบข้อความดี ๆ มาฝากเพื่อน ๆ ค่ะ....อยากให้กำลังใจกับทุกคน ใครที่กำลังท้อแท้อยากให้ลุกขึ้นมาสู้........เพราะโลกนี้ยังมีคนอีกมากที่รักเรา...เริ่มต้นจากรักตัวเราเองก่อนนะคะ..." ในวันหนึ่งที่เธอทรุดตัวลงกับพื้นร้องไห้คร่ำครวญอย่างคนขวัญเสียเธอกล่าวโทษทุกสิ่งทุกอย่างว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เธอหวังไม่มีอะไรเป็นไปอย่างใจ ไม่มีใครเข้าข้างความเจ็บปวดที่เธอได้รับมา มันมากมายมหาศาลเกินกว่าสิ่งใดจะเยียวยามีสักวินาทีไหม ?ที่เธอจะมองทุกสิ่งทุกอย่างรอบ ๆ ตัวทางข้างหน้าทีทอดยาว รอเธอออกไปเรียนรู้ญาติพี่น้อง...รักและห่วงใยเพื่อนฝูง...เอาใจช่วยเธอและคนอื่นมากมายที่อยู่รอบๆ ข้างพร้อมจะเป็นกำลังใจนำเธอไปสู่ชัยชนะ
**ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเองแล้วใครกัน...ที่ทำให้เธอแพ้**" (ใครกันที่ทำให้เราชนะ....)

--------------------------------------------------------------------------------
ใ น ชี วิ ต ... มี ค น แ ป ล ก ห น้ า ห ล า ย ค น
ที่ ชั่ ว เ ว ล า ห นึ่ ง .. ก ล า ย ม า เ ป็ น ค น รู้ จั ก เ ป็ น เ พื่ อ น กั น

...เทคนิคการอ่านหนังสือยังงัยน่ะให้จำง่ายๆ...

...เทคนิคการอ่านหนังสือยังงัยน่ะให้จำง่ายๆ...

ดีค่ะ...เพื่อนๆ มีเทคนิคในการอ่านหนังสือยังงัยดีน่ะให้จำง่ายๆมาฝากน้องๆด้วยนะค่ะ (ขอบอกเลยว่าพี่เคยลองมาแล้วนะค่ะ แอบไปถามเพื่อนๆที่เค้าได้เกรดดีๆมาค่ะ ว่าเค้ามีเทคนิคอะไร)

อ่ะ...มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ ตามมาๆๆๆ

ข้อที่ 1. น้องๆต้องใส่ใจเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆก่อนเลยล่ะ ดูซิ!!!ว่าวิชาไหนน่ะที่เราต้องสอบเป็นอันดับแรกๆ หยิบวิชานั้นขึ้นมาก่อนเลย เตรียมไว้นะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาที่จะสอบ ชีท เอกสารต่างๆ หรือแนวข้อสอบ(อันนี้สำคัญนะค่ะ หาให้เจอล่ะ) ค้นเลยๆ ทุกวิชานะค่ะ

ข้อที่ 2.แยกหมวดหมู่แต่ละวิชา ก่อน-หลัง แล้วหาที่วางไว้อย่างเป็นระเบียบด้วยล่ะ

ข้อที่ 3.เตรียม ดินสอ/ปากกา สมุด และปากกาเน้นข้อความไว้ด้วยนะ

ข้อที่ 4.เริ่มอ่านวิชาที่จะต้องสอบก่อนเป็นวิชาแรกเลยค่ะ ตรงนี้แหละสำคัญมาก น้องๆอย่าอ่านๆๆๆๆๆแล้วก็อ่านเพื่อให้จบ แบบผ่านๆนะค่ะ ต่อให้น้องๆอ่านสัก 10 รอบแล้วบอกคนอื่นๆว่า "ก็เค้าอ่านเป็นสิบๆรอบแล้วอ่ะ แต่ทำไมทำข้อสอบไม่ได้เลยน่ะ?" อ่ะๆๆๆ!!! อ่านสัก 100 รอบก็ไม่ช่วยอะไรหรอกเจ้าค่ะ อ่านแล้วต้องทำความเข้าใจไปด้วย ตรงไหนที่คิดว่าสำคัญๆ น้องๆก็เน้นตรงจุดนั้นไว้ อาจจะใช้วิธีการจดบันทึกไว้ หรือ เน้นข้อความด้วยปากกาสีต่างๆก็ได้ค่ะ เพื่อว่าจะได้กลับมาอ่านอีกครั้ง

ข้อที่ 5.นั้นงัยๆๆๆพี่บอกไปตะกี้เองนะค่ะว่าอย่าอ่านแบบผ่านๆ ดูสิ!!!น้องๆลองกลับไปอ่านข้อ 3 ใหม่สิค่ะ แล้วดูซิว่าที่ต่อจากข้อ 3 นะเป็นข้อที่เท่าไหร่ ข้อที่ 4หายไปๆๆๆๆ ส่วนน้องๆคนไหนสังเกตเห็นก่อนที่พี่เฉลย น้องก็ไม่มีปัญหาในเรื่องของการอ่านหนังสือแล้วละค่ะ เก่งมากๆเลย ส่วนน้องๆคนไหนที่ไม่ทันได้สังเกต ก็เอาจุดนี้เนี่ยแหละค่ะไปลองปรับใช้กับการอ่านหนังสือดูตามที่พี่บอกไว้ในข้อที่ 4 นะค่ะ

ข้อที่ 6.อ่ะ ต่อๆๆ การไม่ปล่อยให้ท้องว่างก็เป็นสิ่งสำคัญนะค่ะ ถ้าน้องๆอ่านๆๆๆหนังสืออย่างเดียวจนลืมทานข้าวแล้วละก็ นอกจากน้องๆจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องแล้ว อาจจะทำให้ป่วย และทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ด้วยนะจ๊ะ สำคัญเลย ต้องหาอะไรทานเมื่อท้องว่างด้วยน้า...อย่าทรมาณตัวเองละ

ข้อที่ 7.ในการอ่านหนังสือ น้องๆควรเลือกเวลาที่รู้สึกว่าสมองเราพร้อมจะทำงานด้วยนะจ๊ะ แล้วเมื่อน้องๆรู้สึกว่าเริ่มอ่านไม่ไหวแล้วล่ะ อ่านนานมากไปทำให้ปวดตา ปวดหัว ให้น้องๆพักก่อน อาจจะหาอย่างอื่นทำ เช่นพักสายตาโดยการหาเพลงเพราะๆฟัง(อ่ะๆๆๆเลือเพลงที่ฟังแล้วจรรโลงใจด้วยละ ถ้าฟังเพลงที่หนักไป อาจทำให้ยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิม ไม่รู้ด้วยนะเจ้าค่ะ) จะดูทีวี เล่นเกม หรือกิจกรรมอื่นๆที่ทำแล้วผ่อนคลายก็หามาลองทำกันดูนะเจ้าค่ะ แต่ๆๆๆๆแล้วก็แต่...อย่าพักจนเพลินละ เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายผ่อนคลายเพียงพอแล้วก็กลับเข้าสู่โหมดการอ่านหนังสือต่อเลยยย (เอาน่าๆทนเอาหน่อยนะเจ้าค่ะ สอบไม่ได้มีมาบ่อยๆ ตั้งใจให้สุดๆไปเลย)

ข้อที่ 8.นั้นแน่ๆ พี่รู้นะว่าน้องๆเริ่มใส่ใจในรายละเอียดในการอ่านกันบ้างแล้ว คงคิดใช่มั้ยละ ว่าพี่จะแกล้งทำให้ข้อไหนหายไปอีกน่ะ!!! ดีแล้วค่ะถ้าน้องๆคิดแบบนี้นะ เป็นการฝึกตัวเองไปด้วย ให้เป็นคนรอบคอบ ดีค่ะๆ อ่ะต่อๆ

ข้อที่ 9.อ้า....อ่านไม่ทันแล้วอ่ะ!!!ทำไงดีๆ เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนๆคนอื่นๆเกือบทุกคนละค่ะ ที่สำคัญเลย อย่าตื่นเต้นจนรนล่ะ ตั้งสตินะค่ะตรงนี้สำคัญมากๆเลย ให้น้องๆหยุดอ่านหนังสือต่อสักพักนึง แล้วดูซิว่า...พรุ่งนี้เราสอบวิชาอะไรบ้าง แล้วหยิบวิชาที่สอบเป็นวิชาแรกมาอ่านทบทวนก่อนเลย แล้วก็ทบทวนวิชาอื่นๆต่อไป (ตรงถ้าคิดว่ากลัวอ่านไม่ทันรอบทบทวนให้น้องๆอ่านในส่วนที่เน้น ที่สำคัญๆเอาไว้ก่อนเลย จำได้มั้ยเอ๋ยว่าในการอ่านรอบแรกพี่ให้น้องๆจดบันทึกที่สำคัญๆไว้ที่คิดว่าน่าจะออก หรือส่วนที่มันยาก จำไม่ได้ก็นำมาอ่านก่อนเลย ตรงส่วนไหนที่น้องๆจำได้ หรือเข้าใจก็เปิดผ่านๆเลยค่ะ ตอนนี้เราต้องทำเวลาแหละน่ะ)

ข้อที่ 10.เอาละ...อ่านหนังสือสอบก็ต้องฟิสหน่อย น้องๆบางคนอาจจะอ่านหนังสือเร็วและเข้าใจง่ายทำให้การอ่านหนังสือไม่ค่อยมีปัญหาเลยก็ดีไป ส่วนน้องคนไหนเป็นคนที่อ่านหนังสือช้าก็ต้องขยันกว่าคนอื่นๆหน่อยแล้ว อาจจะทำให้อ่านหนังสือไม่ทัน ทำให้ต้องนอนดึกหน่อย ก็อย่าลืมดูแลตัวเองนะค่ะ หานมอุ่นๆหรือของว่างทานสักนิดนึง ใส่ใจในสุขภาพหน่อยนะค่ะ เพราะเดี๋ยวน้องๆอาจป่วยได้ แล้วเป็นงัยน่ะ ไปสอบไม่ได้ แย่เลยน่ะเจ้าค่ะ สำคัญเลย ถ้าอ่านหนังสือไม่ทันแล้วจริงๆ แต่ร่างกายเราไม่ไหวแล้ว อย่าฝืนนะค่ะ ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น รีบเตรียมตัวเข้านอนกันดีกว่าค่ะ ตื่นเช้ามาจะได้สดชื่น แถมถ้าเราตื่นเร็ว ก็จะมีเวลาอีกนิดในการทบทวนก่อนเข้าห้องสอบนะค่ะน้องๆ


***เป็นงัยค่ะ ทั้ง 10 ข้อที่พี่ได้นำมาฝากกัน ก็ลองนำไปทำตามกันดูนะค่ะ***

+++สุดท้ายๆๆแล้วก็ท้ายสุด ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนทำข้อสอบได้นะเจ้าค่ะ แล้วขอให้เกรดออกมาเป็นที่น่าพอใจด้วยล่ะ โชคAจ้า...+++



การดำเนินงานของกรมป่าไม้เพื่อสนองพระราชดำริ

การดำเนินงานของกรมป่าไม้เพื่อสนองพระราชดำริ
กรมป่าไม้ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยตระหนักถึงเป้าหมาย และวิธีการตามแนวพระราชดำริในเรื่อง การจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ กับชีวิตความเป็นอยู่และประโยชน์สุขของราษฎร เริ่มตั้งแต่การพิจารณาปัจจัยแวดล้อม และสภาพปัญหาของทรัพยากรป่าไม้ ตลอดจนแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ จากพื้น ที่ต้นน้ำลำธารไปจนกระทั่งถึงปลายน้ำ



กล่าวโดยสรุป คือ การรักษาพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ให้ คงอยู่ให้ได้ จากนั้นให้ดำเนินการปลูกฟื้นฟูสภาพป่าทั่วไป และป่าต้นน้ำลำธาร เพื่อ เพิ่มพื้นที่ป่าให้มากที่สุดโดยเร็ว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและสมดุลธรรมชาติ ท้ายที่สุด การให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มประสานกันดำเนินงาน เพื่อเข้าแนะนำช่วยเหลือ ราษฎรที่จำเป็นต้องอาศัยและดำรงชีพอยู่ในบริเวณป่า ให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เพื่อจะ ได้เข้าใจและร่วมมือในการดูแลรักษาป่าไม้ กรมป่าไม้ได้ดำเนินการโครงการพัฒนาป่าไม้ อันเนื่องมาจากพระราช ดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคหลายโครงการ

การดำเนินงานของกรมป่าไม้เพื่อสนองพระราชดำริ แบ่งออกได้ ดังนี้

1. ด้านอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม
กรมป่าไม้ได้รับแนวพระราชดำริของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมา ปฏิบัติในพื้นที่บริเวณต้นน้ำลำธาร ที่มีลำธารที่มีอยู่ทั่วประเทศ อาทิ

1) การสร้างฝายต้นน้ำลำธารอย่างง่ายแบบผสมผสาน โดยใช้งบประ มาณไม่มากนัก โดยสร้างขวางร่องน้ำลำธารลดหลั่นกันลงมา จากต้นน้ำไปจนถึงปลาย น้ำ เพื่อสกัดกั้นตะกอนและธาตุอาหารที่ปะปนมากับน้ำไหลบ่าหน้าดิน และเก็บกัก น้ำไว้ให้เกิดความชุ่มชื้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมากขึ้น เป็นการช่วยยืดระยะเวลาการ มีน้ำในลำห้วยลำธารให้นานขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการปลูกฟื้นฟูสภาพป่า ตลอดจนการ เกษตรกรรมของราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

2) การนำหญ้าแฝกมาช่วยในการพัฒนาคุณภาพของน้ำและความชุ่ม ชื้นในดิน กรมป่าไม้ได้พิจารณานำแนวพระราชดำริดังกล่าว มาดำเนินการโดยจัดทำ โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เริ่มปี พ.ศ. 2536 เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรเพาะหญ้าแฝก เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่มี ความสูงชันและตามแนวร่องน้ำ เพื่อสะกัดกั้นปริมาณตะกอนที่จะถูกพัดพามา โดย น้ำฝนในรูปของน้ำไหลบ่าหน้าดิน ซึงจะช่วยให้ลำธารไม่ตื้นเขิน อันจะส่งผลกระ ทบไปถึงการเกิดภาวะน้ำท่วมแบบฉับพลันในบริเวณตอนล่าง และเนื่องด้วยหญ้าแฝก มีระบบรากไม่แผ่กระจายไปในแนวนอนแบบหญ้าคา ดังนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วย ในการเก็บกักความชุ่มชื้นของน้ำใต้ดิน รวมทั้งช่วยสกัดกั้นธาตุอาหารมิให้ไหลลงสู่ ห้วยลำธาร ซึ่งเป็นผลดีต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ตามหลักของการอนุรักษ์ดินและ น้ำที่ดีอีกประการหนึ่ง

3) ด้านป่าไม้ชายเลน กรมป่าไม้ได้ดำเนินการอนุรักษ์พื้นที่ชาย เลนและพัฒนาโครงการป่าไม้ประมง โดยการปลูกไม้โกงกางในที่ดินชายเลน เพื่อ ฟื้นฟูและศึกษาสภาพป่าชายเลน ดังงานของกรมที่ได้ดำเนินการอยู่ในโครงการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ จังหวัดจันทบุรี

2. ด้านการฟื้นฟูสภาพป่า และการปลูกป่า



ด้านการฟื้นฟูสภาพป่าโดยเฉพาะในพื้นที่ต้นน้ำลำธารนั้น กรมป่าไม้ได้นำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ ได้ดำเนินการปลูกป่าในพื้น ที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งทำการปลูกโดยไม่มีการเก็บริบสุมเผา เอาวัชพืชออกบ้างเท่าที่จำเป็น และปลูกแบบไม่เป็นแถวเป็นแนว โดยทำการถากรอบโคนต้นไม้ที่ปลูกเป็นวงกลม กว้างประมาณ 50 - 100 ซม. และไม่มีการไถพรวนพื้นที่แต่อย่างใด ในพื้นที่ลาดชันมากๆ ได้นำหญ้าแฝกมาปลูกเสริมตามแนวเส้นลายขอบเขา เพื่อป้องกันการสูญเสียหน้าดิน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดิน พร้อมทั้งช่วยในการป้องกันภัยน้ำท่วมแบบฉับพลันอันอาจเกิดขึ้นบริเวณตอนล่างของพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย

3. ด้านงานพัฒนาเพื่อให้คนและชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน



กรมป่าไม้ได้นำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการพิจารณาเกณฑ์ การดำเนินการ โดยเฉพาะการดำเนินการในรูปการจัด "หมู่บ้านป่าไม้" เพื่อแก้ไข ปัญหาการบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่า และเพื่อให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน โดยการ ดำเนินการให้บุคคลที่เข้าไปครอบครองพื้นที่ป่าไม้ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกลาย เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ป่าไม้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยเสมอภาคด้วยความเป็นธรรม ในขณะเดียวกันต้องเปลี่ยนสภาพบุคคลเหล่านั้น จากผู้บุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ให้กลายเป็นผู้อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ส่วนที่ยังเหลืออยู่ และมีส่วนเสริมสร้างฟื้นฟู สภาพป่าไม้ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการเกษตรกรรม


ที่มา http://www.prdnorth.in.th/The_King/king_forest_03.php#top

แนวพระราชดำริด้านการป่าไม้

แนวพระราชดำริด้านการป่าไม้
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรง เล่าถึงแรงบันดาลใจ ในความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ป่า น้ำ ดิน ซึ่งโยงใยมีผลกระทบต่อกัน ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ว่า




".....อาจมีบางคนเข้าใจว่า ทำไมถึงสนใจเรื่องชลประทาน หรือ เรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดินแล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่า อย่าง นั้นเม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้ เรื่องการอนุรักษ์ ดิน และเป็นหลักของชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบน จะทำให้เดือด ร้อนตลอด ตั้งแต่ดินภูเขาจะหมด ไปกระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มี ตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้น้ำท่วมนี่นะ เรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ....."



การที่ทรงเห็นความสำคัญของปัญหาป่าเสื่อมโทรม ซึ่งส่งผลกระ ทบต่อปัญหาด้านอื่นๆ ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเรื่องดิน เรื่องน้ำเท่านั้น หากโยงใยถึง ปัญหาทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง คุณธรรมและระบบนิเวศน์ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้แนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาป่า มิได้เป็นกิจกรรมที่ดำเนินไปอย่าง โดดๆ หากแต่รวมเอางานพัฒนาที่เกี่ยวเนื่องทั้งหมด เข้าไปทำงานในพื้นที่ อย่าง ประสานสัมพันธ์กัน



แนวพระราชดำริด้านการป่าไม้ จำแนกออกเป็นหมวดหมู่ตามงาน ได้ดังนี้





1. การอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม
จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในพื้นที่ ต้นน้ำลำธาร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงปัญหา การเสื่อม โทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงตระหนักถึง ความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ ซึ่งมีความสัมพันธ์ เอื้ออำนวย ประโยชน์ต่อกันและกัน หากทรัพยากรอย่างหนึ่งอย่างใดถูกรบกวน ก็จะส่งผลกระ ทบทำให้ความสมดุลทางธรรมชาติเสียหายตามไปด้วย ดังนั้น จึงพระราชทานแนว พระราชดำริในการจัดการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมดังต่อไปนี้ 1.การรักษาป่าต้นน้ำ เป็นหลักการขั้นพื้นฐานแห่งแนวพระราชดำริในการ อนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม คือ เมื่อมีป่าก็จะมีน้ำ มีดินอันอุดม มีความชุ่มชื้นของ อากาศ และเกื้อกูลต่อการดำรงชีวิตของคน






ถึงแม้การรักษาป่าต้นน้ำลำธารจะมีวัตถุประสงค์ปลายทางสำคัญอยู่ที่ การ เกื้อกูลการดำรงชีวิตของมนุษย์ และการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า แต่ป่าต้นน้ำ คือที่ บริเวณซึ่งพึงรักษาให้อยู่อย่างปลอดภัยจากการรบกวน หรือเสี่ยงต่อความเสียหายใดๆ โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดจากคน

2.การจัดการเรื่องน้ำและการสร้างความชุ่มชื้นในบริเวณพื้นที่อนุรักษ์ พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญต่อการจัดการเรื่องน้ำเป็น อย่างยิ่ง เพราะน้ำเป็นปัจจัยหลักในการรักษาและฟื้นฟูสภาพป่า รวมทั้งการปลูกป่า หลักในการสร้างแหล่งเก็บน้ำเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราช ดำริ ก็คือ การกักเก็บน้ำไว้บนที่สูงให้มากที่สุด แล้วจ่ายปันลดหลั่นลงมาโดยพยายาม เก็บน้ำไว้ในดินให้มากที่สุด ควบคุมและจัดการสภาวะการไหลของน้ำให้สม่ำเสมอ

สรุปได้ว่า การจัดการทรัพยากรน้ำ ในงานอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารและสิ่งแวด ล้อมนั้นก่อประโยชน์ต่อสภาพน้ำคือ ทำให้ปริมาณน้ำดีขึ้น คุณภาพน้ำดีขึ้น และการ ไหลของน้ำดีขึ้น

3.การจ่ายปันน้ำ เมื่อมีแหล่งกักเก็บน้ำแล้วงานต่อเนื่องคือ การจ่ายปันน้ำ เพื่อแผ่ขยายความชุ่มชื้นแก่สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เพื่อการอุปโภค บริโภค และเพื่อการ เพาะปลูก โดยการทำท่อส่งและลำเหมือง ซึ่งพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้น การใช้วัสดุในพื้นที่ที่หาง่ายและประหยัดเป็นหลัก การแผ่ขยายพื้นที่จ่ายปันน้ำโดยท่อส่งและลำเหมืองนี้ ยังช่วยทำหน้าที่ "เก็บน้ำไว้ในดิน" ให้ครอบคลุมบริเวณกว้างขวางออกไปด้วย

4.การรักษาป่าชายเลน นอกจากมีพระราชดำริให้อนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร และพื้นที่ป่าบกโดยทั่วไปแล้ว ยังทรงมีสายพระเนตรยาวไกลไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นใน ป่าชายเลนของประเทศอีกด้วย



2. การฟื้นฟูสภาพป่าและการปลูกป่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริที่เป็นแนว คิด และวิธีการซึ่งจำแนกออกเป็นหัวข้อได้ดังนี้


1.การฟื้นฟูตามหลักธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงชี้ แนะแนวทางโดยถือหลักให้ธรรมชาติฟื้นตัวเอง




2.การปลูกป่าทดแทน ทรงให้ความสำคัญกับพืชพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ทรง เตือนให้ระวังการนำพันธุ์ไม้ต่างถิ่นเข้าไปปลูก โดยไม่ได้ศึกษาอย่างดีพอมาก่อน ลักษณะของป่าที่ปลูกทดแทน ในการปลูกป่าทดแทนทรงกล่าวถึง "ป่า 3 อย่าง" คือ ป่าที่ปลูกพันธุ์ไม้ตามประโยชน์ที่นำไปใช้ 3 ลักษณะ ได้แก่ เทคนิคในการปลูกป่า ได้พระราชทานข้อคิดเกี่ยวกับวิธีการปลูกป่าที่มี ประสิทธิภาพหลายวาระ สรุปความได้ว่า

(1) ต้องรักษาหน้าดินเอาไว้ โดยห้ามไถหน้าดินออกก่อนปลูกป่า และห้าม ใช้ยาฆ่าหญ้า

(2) ปลูกต้นไม้ที่มีชั้นหรือขนาดความสูงต่างระดับกัน ทั้งไม้ยืนต้นที่มี ความสูง และไม้ชั้นล่างหรือไม้คลุมดิน เพื่อรักษาความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยไปใน อากาศ

(3) ปลูกต้นไม้ชนิดโตเร็วเพื่อเป็นไม้เบิกนำ ปลูกพันธุ์พืชไม้ท้องถิ่นและพันธุ์ไม้ไม่ผลัดใบแทรกเข้าไปในป่า เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดิน

(4) บริเวณพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูง อาจใช้พืชที่มีเมล็ดนำไปปลูกไว้บนยอดเขา เพื่อให้ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ

(5) เริ่มปลูกในบริเวณใกล้แหล่งเก็บน้ำและพื้นที่ชุ่มชื้นก่อน เช่น รอบ อ่างเก็บน้ำหรือฝายหรือตามแนวร่องน้ำ แล้วค่อยขยายพื้นที่ปลูกออกไป โดยพยายาม ใช้ประโยชน์จากน้ำที่ไหลมาจากยอดเขา สู่พื้นที่ตอนล่างให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดย การจัดทำฝายต้นน้ำ (Check Dam) และทำคูน้ำระบบก้างปลาเพื่อรักษาความชุ่ม ชื้นของดิน ทั้งยังเป็นแนวป้องกันไฟป่าเปียก (Wet Fire Break)

3. การพัฒนาเพื่อให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน


หลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 พื้นที่ป่าไม้ในประเทศ ถูกราษฎร บุกรุกและครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประมาณ 1 ล้านครอบครัว มีการเรียกร้องขอ กรรมสิทธิ์ ในการครอบครองพื้นที่ป่าไม้ที่ได้บุกรุกครอบครองไว้ เป็นปัญหาที่ทวีขึ้นทุก ขณะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ โดย พยายามเปลี่ยนราษฎรจาก สภาพผู้บุกรุกทำลายป่าให้กลายมาเป็นผู้อนุรักษ์ทรัพยากรป่า ด้วยทรงตระหนักถึงการพึ่งพาของคนและป่า ดังนั้น ในการที่คนจะอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน ทรงมีแนวพระราชดำริ ดังนี้



1. จัดจำแนกความเหมาะสมการใช้ที่ดินตามลักษณะโครงสร้างของดิน การพัฒนาชุมชนต้องคำนึงถึงการจัดพื้นที่อย่างเหมาะสมแก่ราษฎร ซึ่ง ประกอบด้วย พื้นที่อยู่อาศัยของชุมชน พื้นที่ทำกินหรือพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่อนุรักษ์
2. ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ โดยใก้ราษฎรปลูกพืชเศรษฐกิจควบคู่ไป ก้วย เพื่อจะได้พึ่งตนเองได้
3. ส่งเสริมให้ราษฎรมีส่วนร่วมในกิจกรรมการปลูกป่า และจัดการ ทรัพยากรด้วยตนเอง นอกจากการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่ราษฎรเพื่อเพิ่มรายได้ แล้ว ยังมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรมีส่วนร่วมในกิจกรรมการปลูกป่า ได้ทรงเสนอแนะให้ ตั้ง "ป่าไม้หมู่บ้าน" ขึ้นมา เพื่อให้ราษฎรเพาะต้นกล้าให้แก่ราชการ เป็นการเอื้อประโยชน์ ต่อกัน




4. ส่งเสริมการศึกษาเพื่อให้ราษฎรมีความรู้ พระราชกรณียกิจในการ เสด็จฯ เยี่ยมเยือนราษฎรแต่ละครั้งจะพระราชทานเครื่องเขียนแบบเรียน อุปกรณ์การศึกษา รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้ แก่ครูผู้ทำงานในถิ่นทุรกันดาร บางพื้นที่ที่ทรงพบว่าไม่มีโรงเรียน เด็กๆ ไปเรียนลำบาก เพราะอยู่บนป่าเขาห่างไกลเกินไป ก็จะพระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์สร้างโรงเรียน เมื่อชาวบ้านมีการศึกษา มีความรู้ ก็ย่อมเกิดความเข้าใจ เกิด สำนึกทางสังคม และสำนึกในทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นผลต่อเนื่องตามมา

การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้


การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้
ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่ภูมิประเทศ ชายฝั่งทะเลที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่ราบดอนคลื่น จนถึงภูเขาสูงชันที่มีความสูงถึง 2,400 เมตร จากระดับน้ำทะเล จึงเป็นแหล่งที่เกิดของป่าไม้หลายประเภท ได้แก่ ป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าเบจญพรรณ ป่าดิบ และป่าสนเขา
ถึงแม้ว่าป่าไม้จะเป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นใหม่ได้ แต่ประเทศไทยก็มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้อย่างมหาศาลในช่วงเวลาประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา จากการศึกษาของ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยวิธีการแปลรูปถ่ายทางอากาศที่ถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2504 ตามโครงการ VAP 61 พบว่ามีเนื้อที่ป่าทั่วประเทศ 273,628.50 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 53.33 ของประเทศ และในปี พ.ศ. 2536 เหลือเนื้อที่ป่าเพียง 133,521.0 ตารางกิโลเมตร คิดเป็ร้อยละ 26.02 (ตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม Landsat ) แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ป่าไม้ลดลงเท่าตัวในช่วงเวลา 32 ปี ซึ่งการลดลงของพื้นที่ป่าไม้อย่างมหาศาลนี้เกิดขึ้นกับป่าบนภูเขาและป่าชายเลนตามชายฝั่งทะเล
การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่มีผลต่อการทำลายป่าไม้ สรุปได้ดัง นี้คือ

1.การให้สัมปทานป่าไม้โดยขาดการควบคุม การตัดไม้โดยบริษัท ที่ได้รับสัมปทานไม้เพื่อการส่งออกและเพื่อใช้ภายในประเทศ นอกจากจะทำให้ป่าไม้ หมดไปอย่างมากแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการบุกรุกป่าเพื่อจับจองที่ดินทำกินจาก ชาวบ้านอีกด้วย

2.การเพิ่มประชากร ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2530 ประเทศไทยมีอัตรา การเพิ่มประชากรในระดับสูง ทำให้ครอบครัวเกษตรกรที่ถือที่ดินทำกินขนาดเล็ก ไม่ สามารถแบ่งที่ดินทำกินให้แก่สมาชิกในครัวเรือนได้เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ ให้เกิดการบุกรุกป่าเพิ่มขึ้น

3.การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การสร้างถนนเข้าสู่ พื้นที่ป่าซึ่งมีหมู่บ้านตั้งอยู่ เพื่อแย่งชิงประชาชนจากอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ ในช่วง ก่อนปี พ.ศ. 2525 ทำให้ประชาชนอพยพเข้าไปบุกเบิกพื้นที่ป่าอย่างแพร่หลาย มีทั้ง การอพยพภายในภูมิภาค และระหว่างภูมิภาค เช่น ประชาชนจากภาคตะวันออกเฉียง เหนืออพยพไปบุกเบิกป่าในภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคใต้ เป็นต้น

4.การประกาศเขตอนุรักษ์ป่าไม้ พื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์หลาย แห่ง ที่รัฐบาลประกาศให้อยู่ในความครอบครองดูแลของรัฐ มีพื้นที่ส่วนหนึ่ง ซึ่งมีชุมชน ตั้งอยู่มาก่อนแล้ว ทำให้เกิดความขัดแย้ง ระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการใช้ ประโยชน์จากป่าไม้

5.การแพร่หลายของเทคโนโลยีเลื่อยไฟฟ้าและรถไถ ทำให้เกิดอัตรา เร่งในการทำลายพื้นที่ป่า เนื่องจากสามารถตัดต้นไม้ได้อย่างรวดเร็ว การใช้รถไถขนาดใหญ่ แทนการใช้แรงงานสัตว์ คือ วัว ควาย เอื้ออำนวยให้เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกใน พื้นที่ขนาดใหญ่กว่าแต่ก่อน การแพร่เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ทำให้ การเกษตรเริ่มเพาะปลูกเพื่อการค้ามากขึ้น ที่ดินเริ่มมีราคาซึ่งต้องซื้อขายกัน ในขณะเดียว กันที่ดินว่างเปล่าโดยไม่มีผู้จับจองได้หมดสิ้นไป

6.การเกษตรเชิงพาณิชย์ ในอดีตคนไทยปลูกข้าวและพืชผัก เพื่อบริโภค ในครัวเรือนเป็นหลัก พืชผลที่เหลือจากการบริโภคจะนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นๆ หรือ ขายเป็นรายได้ แต่ในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งเงินตรา ทำให้การเพาะปลูกเป็นไป เพื่อการค้าทั้งสิ้น ผลผลิตทางการเกษตรที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศไทยในระดับสูง ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา กุ้งกุลาดำ ฯลฯ ทำให้ความต้องการพื้นที่เพื่อการ เกษตรเพิ่มขึ้นมาก

7.การเก็งกำไรที่ดิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา เป็นช่วงที่มีการซื้อ ขายที่ดิน โดยมีการเก็งกำไรสูงมากถึงหลายเท่า ทำให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อครอบ ครอง เพื่อการค้าที่ดิน และเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและที่พักตากอากาศ เป็นต้น


โครงการฝนหลวง


โครงการฝนหลวง

จากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่างๆเป็นประจำ ได้ทรงพบเห็นท้องถิ่นหลายๆแห่งประสบปัญหาความแห้งแล้ง หรือขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการทำเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูเพาะปลูก เกษตรกรจะประสบความเดือดร้อน ทุกข์ยากมาก เนื่องจากบางครั้งฝนได้ทิ้งช่วงนานหรือภาวะฝนทิ้งช่วงเกิดในระยะวิกฤติของพืชผล คือพืชอยู่ในระยะที่กำลังให้ผลผลิตต่ำ หรืออาจจะไม่มี ผลผลิตให้เลย เป็นต้น ดังนั้นภาวะฝนแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงใน แต่ละครั้ง/แต่ละปีจึงสร้างความเดือดร้อน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ภาวะความต้องการใช้น้ำนับวันจะทวีปริมาณความต้องการเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการเพิ่มของประชากร การขยายพื้นที่เกษตรกรรมและการเจริญเติบตของกลุ่มอุตสาหกรรม

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลและทรง ความอัจฉริยะในพระองค์ท่านดังนั้นในปี พุทธศักราช2498จึงได้มีพระราชดำริค้นหาวิธีการ ที่จะทำให้เกิดฝนตกนอกเหนือจากที่จะได้รับ จากธรรมชาติโดยนำเทคโนโลยีนำสมัยและทรัพยากร ที่มีอยู่ประยุกต์กับศักยภาพของการเกิดฝน ในเขตร้อน เช่น ประเทศไทยมุ่งขจัดปัญหา ความเดือดร้อนดังกล่าว และทรงมีพระราชหฤทัย เชื่อมั่นว่าวิธีการดังกล่าวนี้ จะทำให้ การพัฒนาระบบการจัดทรัพยากรน้ำของชาติเกิด ความพร้อมและครบบริบูรณ์ตามวัฏจักรของ น้ำ คือ

1. การพัฒนาระบบ การจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำใต้ดิน
2. การพัฒนาระบบ การจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำผิวดิน
3. การพัฒนา การ จัดการทรัพยากรแหล่งน้ำใน บรรยากาศ

และทรงเชื่อมั่นในพระราชหฤทัย ว่าด้วย ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ ของประเทศจะ สามารถดำเนินการให้บังเกิดผลสำเร็จได้ อย่างแน่นอน
ดังนั้น ในปี พุทธศักราช 2499 จึงได้ทรง พระมหากรุณาพระราชทาน โครงการพระราชดำริ "ฝนหลวง" ให้หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล รับไปดำเนินการ ศึกษา วิจัย และ การพัฒนา กรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว

ที่มา
http://www.prdnorth.in.th/The_King/rain.php

เศรษฐกิจแบบพอเพียง

เศรษฐกิจแบบพอเพียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของเมืองไทยและคนไทยอย่างลึกซึ้งและกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มีความ " พออยู่พอกิน" และมีความอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่าหากประชาชนพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในที่สุด พระราชดำรัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็งในตนเองของประชาชนและสามารถทำมาหากินให้พออยู่พอกินได้ ดังนี้


"….ในการสร้างถนน สร้างชลประทานให้ประชาชนใช้นั้น จะต้องช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้และอนามัยแข็งแรง ด้วยการให้การศึกษาและการรักษาอนามัย เพื่อให้ประชาชนในท้องที่สามารถทำการเกษตรได้ และค้าขายได้…"


การผลิตตามทฤษฎีใหม่สามารถเป็นต้นแบบการคิดในการผลิตที่ดีได้ ดังนี้

1. การผลิตนั้นมุ่งใช้เป็นอาหารประจำวันของครอบครัว เพื่อให้มีพอเพียงในการบริโภคตลอดปี เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันและเพื่อจำหน่าย
2. การผลิตต้องอาศัยปัจจัยในการผลิต ซึ่งจะต้องเตรียมให้พร้อม เช่น การเกษตรต้องมีน้ำ การจัดให้มีและดูแหล่งน้ำ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งการผลิต และประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ
3. ปัจจัยประกอบอื่น ๆ ที่จะอำนวยให้การผลิตดำเนินไปด้วยดี และเกิดประโยชน์เชื่อมโยง (Linkage) ที่จะไปเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการผลิต จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้ง เกษตรกร ธุรกิจ ภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเศรษฐกิจการค้า และให้ดำเนินกิจการควบคู่ไปด้วยกันได้ การผลิตจะต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” การผลิตนั้นต้องยึดมั่นในเรื่องของ “คุณค่า” ให้มากกว่า “มูลค่า” ดังพระราชดำรัส ซึ่งได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่ว่า

“…บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบกับธนาคาร …ถ้าเราสะสมเงินให้มากเราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ย โดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกิดไป หรือเราไม่ระวัง เรากิน เข้าไปในทุน ทุนมันก็น้อยลง ๆ จนหมด …ไปเบิกเกินบัญชีเขาก็ต้องเอาเรื่อง ฟ้องเราให้ล้มละลาย เราอย่าไปเบิกเกินบารมีที่บ้านเมือง ที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศของเราปกติมีอนาคตที่มั่นคง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณกาล ได้สร้างบ้านเมืองมาจนถึงเราแล้ว ในสมัยนี้ที่เรากำลังเสียขวัญ กลัว จะได้ไม่ต้องกลัว ถ้าเราไม่รักษาไว้…”






“….ประเทศไทยนี้เป็นที่ที่เหมาะมากในการตั้งถิ่นฐาน แต่ว่าต้องรักษาไว้ ไม่ทำให้ประเทศไทยเป็นสวนเป็นนากลายเป็นทะเลทราย ก็ป้องกัน ทำได้….”

ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป
2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมน้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)
3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด

" การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง "
"เศรษฐกิจพอเพียง" จะสำเร็จได้ด้วย "ความพอดีของตน"

ที่มา http://www.prdnorth.in.th/The_King/justeconomic.php

เรารักในหลวง

คลิกที่นี่ LinK ของคนดี


นึกย้อนกลับไป เวลาดูข่าวในพระราชสำนักที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เวลาที่พระองค์ทรงงาน เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในพื้นที่ทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่แห้งแล้งขาดแคลนน้ำ หรือจะเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทุกครั้งพระองค์จะทรงนำกล้องถ่ายรูปส่วนพระองค์ ทรงถ่ายภาพพื้นที่เหล่านั้นเพื่อนำมาประกอบในงานแก้ปัญหาให้กับราษฎรตลอดเวลา ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายๆ ภาพทรงคุณค่าทางด้านศิลปะ แต่นอกเหนือจากคุณค่าทางศิลปะแล้ว ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ยังนำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของราษฎร ในหลวงของเราทรงใช้ภาพถ่ายเหล่านั้นเพื่อการวิเคราะห์แก้ปัญหาให้กับราษฎร

ทุกครั้งที่เห็นพระองค์ทรงนำกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ ในใจของผมรู้สึกปลาบปลื้มในพระอัจฉริยภาพ และในช่วงหลังๆ ผมมีโอกาสได้ชมภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ ก็ยิ่งทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในด้านการถ่ายภาพให้กับผม ถึงแม้ภาพถ่ายของผมจะไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดารได้เหมือนกับภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระองค์ แต่อย่างน้อยภาพถ่ายคงมีโอกาสได้ทำประโยชน์ให้กับแผ่นดินของพระองค์ ในด้านการเผยแพร่ความงดงามที่มีอยู่ หรือเผยแพร่ความความรู้เล็กๆ น้อยๆ ให้กับประชาชนทั่วไป

การทำความดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องยากและมีอยู่หลากหลายวิธีขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะทำกันหรือไม่ แต่สิ่งที่ฉันคิด และผมทำได้ ก็คือ ฉันจะพยายามหาภาพถ่ายให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการเผยแพร่ความงดงามที่มีอยู่ในแผ่นดินของพ่อ รวมถึงการให้ความรู้เล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์ หรือที่ค้นคว้า หากวันใดที่ชาวต่างชาติหรือใครๆ ได้มีโอกาสได้เข้ามาดูภาพถ่าย เขาเหล่านั้นก็จะทราบได้ว่า ผืนแผ่นดินไทยที่มีองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระประมุข ผืนแผ่นดินนี้มีความงดงามมากเพียงใด นี่เป็นความตั้งใจทำความดีเพื่อพ่อของเรา
นอกจากนั้นการทำความดีเพื่อพ่อ ที่ผมคิดว่าง่ายที่สุดก็คือ การทำตัวให้เป็นคนดี ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ตั้งใจทำงาน มีความรับผิดชอบ ไม่เอารัดเอาเปรียบมีน้ำใจซึ่งกันและกัน และปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง รู้รักสามัคคี ถ้าทุกคนทำได้ และอยากให้ทุกคนทำ ผมเชื่อว่าประเทศของเราจะน่าอยู่มากขึ้นกว่านี้

"ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมืองและคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้"
พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทำความดีเพื่อพ่อและประเทศของเรา

สามารถดูทั้งหมดและอีกหลายอย่างที่น่าสนใจได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=eMTw3gBzC4c

...............อันพ่อแม่มีพระคุณต่อเรา ช่วยฟูมฟักจนเราได้เติบใหญ่เราเป็นลูกทำตามอย่างตั้งใจ คอยห่วงใยช่วยเหลือและเกื้อกูล .............. พ่อแม่ท่านรักเรากว่าชีวิต ท่าน เป็นมิตรกับเราไม่เสื่อมสูญ...............ยามเราทุกข์ท่านทุกข์ทวีคูณ เราเพิ่มพูนความสุขให้ท่านเอย

ธรรมะช่วยเราได้

สามารถดูทั้งหมดและอีกหลายอย่างที่น่าสนใจได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=dLYLw83P_WY&feature=PlayList&p=41A07960FE3A3AE7&playnext=1&playnext_from=PL&index=6

พระคุณแม่

พระคุณแม่ยิ่งใหญ่หาใดเทียบ มิอาจเปรียบแม้ภูผาชลาสินธุ์

น้ำนมที่กลั่นให้ลูกได้ดื่มกิน ลูกถวิลถึงคุณค่าว่าอนันต์

แม่เหน็ดเหนื่อยเริ่มแต่แม่ตั้งท้อง เฝ้าประคองทั้งดวงใจไม่เหหัน

ทำทุกอย่างเพื่อลูกยาสารพัน แม้คืนวันผันผ่านนานนับปี

ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ได้เรียนรู้ แม่เฝ้าดูอยู่ข้างกายไม่หน่ายหนี

อยากเห็นลูกสุขสบายในชีวี เป็นคนดีที่สังคมนั้นชมเชย

เหงื่อท่วมกายไม่เคยท้อแม้อ่อนล้า หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน

แม่เมินเฉยลูกซาบซึ้งในบุญคุณมิลืมเลย ขอชดเชยแทนทดจนหมดใจ.....

"แม่"ให้ความรักกับลูกตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกเกิดมาไม่วันหมดและลดหายไปไหน บุญคุณของแม่ทั้งชีวิตลูกก็ตอบแทนไม่หมด " อย่าลืมทำให้พ่อแม่ได้ชื่นใจนะคะ

คุณทำได้

สามารถดูทั้งหมดและอีกหลายอย่างที่น่าสนใจได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=37X7bTtPV34

ปิ่นทอง ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า การเลิกเหล้า เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิต


พ่อผู้น่ารัก เลิกเหล้า เลิกแล้วเลิกเลย

ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=iKxgzctYn9U



การสูบบุหรี่และยาสูบอื่น ๆ เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตท ี่สามารถป้องกันได้ การสูบบุหรี่เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคมะเร็งปอด (ประมาณ 80-90% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดมีสาเหตุมาจ ากการสูบบุหรี่

ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ควันธูปกับควันบุหรี่ อยากรู้ คุณจะได้คำตอบ Click

ความเป็นมาเป็นอย่างไรเกี่ยวกับภัยบุหรี่ Click Click

ภัยธรรมชาติ

สามารถดูทั้งหมดและอีกหลายอย่างที่น่าสนใจได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=nIJIrMNCmLo

ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อภูมิอากาศในปัจจุบัน ทำให้ฤดูกาลต่างๆผิดเพี้ยน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หน้าแล้งยาวนานขึ้น หน้าฝนก็ตกหนักจนท่วม สิ่งเหล่านี้แปรปรวนไปเพราะภาวะโลกร้อนเป็นหลัก เนื่องจากอุณหภูมิบนพื้นโลกสูงขึ้น ทำให้น้ำในมหาสมุทรและพื้นดินระเหยไปสะสมเป็นเมฆมากขึ้น ลมพายุได้นำพาเมฆเหล่านี้เข้าสู่พื้นดิน และกลั่นตัวตกลงมาเป็นฝนตกหนัก น้ำท่วมเฉียบพลันในพื้นที่นั้นๆ เช่นน้ำท่วมในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ หรือน้ำท่วมใหญ่ในจีนที่มีผู้เสียชีวิตมากมาย

Green Save by GreenPower

สามารถดูทั้งหมดและอีกหลายอย่างที่น่าสนใจได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=KeweR9trxQo


108วิธีประหยัดพลังงานอีกหนทางช่วยชาติของคนไทย

108 วิธีประหยัดพลังงานที่ท่านอ่านอยู่นี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นคู่มือ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยได้เข้าใจถึงการใช้พลังงานอย่างถูกต้อง ไม่เกิดการสูญเสีย ไม่ใช้มากเกินความจำเป็นการลดการใช้พลังงานของพวกเราทุกคน ย่อมหมายถึงการมีส่วนได้ช่วยชาติ โดยที่เราแทบไม่ต้องออกแรง หรือ ทรัพย์สินเงินทองอื่นใด เพียงความใส่ใจและความตั้งใจจริงที่จะลดการใช้พลังงานส่วนเกินให้หมดไปเท่านั้น

คนไทยสามารถกอบกู้เศรษฐกิจ ของชาติได้ด้วยการสร้างพฤติกรรม ประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็นอีกต่อไป มาร่วมมือกัน ช่วยกันทั้งประเทศลงมือทำอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ และวันต่อๆ ไป เพื่อประเทศไทยของเราทุกคน

พลังงานมีน้อย ใช้สอยอย่างประหยัด
รอบคอบกันสักนิด ทุกคนคิดก่อนใช้

การ์ตูนรักโลก

สามารถดูทั้งหมดและอีกหลายอย่างที่น่าสนใจได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=IQCYxyHUnd0



ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=320RTqpSzvI



ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=GvJsElnwPuk

โลกอยู่ทน คนอยู่นาน

สามารถดูทั้งหมดและอีกหลายอย่างที่น่าสนใจได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=DS50oIQmibY



ถ้ามีทะเลก็ยังมีปลาถ้ามีสัตว์ป่าก็มีพืชพันธุ์ถ้ามีแมลงดอกไม้ก็ยังบานนกยังบินต่อไปถ้ายังคงมีแดดลมและฝนก็ยังมีคนที่หายใจเกี่ยวโยงกันเป็นหนึ่งครอบครัวใหญ่ให้พึ่งพาอาศัยกัน* พรุ่งนี้ของเราจะเป็นยังไงเมื่อโลกหายใจเบาลงทุกวันแค่ถามตัวเองเท่านั้น เราอยู่กันได้ไหม** ถ้าทุกหัวใจร่วมไม้ลงมือถ้ามือทุกมือร่วมแรงร่วมใจถ้าโลกไม่โดนทำร้าย คนก็อยู่ได้นานให้ปลายังคงอยู่ในแม่น้ำก็งามกว่าอยู่ในตู้ปลาให้ลิงยังปีนต้นไม้ในป่าไม่ต้องไปจับขังมัน(ซ้ำ *,**)ทุกครั้งที่ไม้สักต้นหนึ่ง ถูกโค่นไปเรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่สุดท้ายมันอาจส่งผลต่อคนเป็นล้าน( ซ้ำ * )ถ้าทุกหัวใจร่วมไม้ลงมือถ้ามือทุกมือร่วมแรงร่วมใจถ้าโลกไม่โดนทำร้าย เราก็อยู่นาน โวโฮให้โลกใบนี้ยืนยาว พวกเราช่วยกัน เพื่อโลกของเรา( ซ้ำ *,**,*,**)

โลกสวยด้วยสองมือเรา

สามารถดูทั้งหมดและอีกหลายอย่างที่น่าสนใจได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=_Nbaqv79px8